การเดินทางในครั้งนี้ได้ถูกเตรียมการเอาไว้เกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ระยะเวลาของการเดินทางพอดีๆนั้นคือ 3-4 วัน ตีสามกว่าแล้วผมยังไม่ได้นอนเช่นเคย สัมภาระที่จัดยังไม่ลงตัว เสียงของนกกาได้เตือนให้ผมเร่งมือ รถ  1 คันกับสัมภาระที่ถูกอัดแน่นไปด้วยเครื่องมือบันทึกภาพ นั้นคือ EOS 5D Mark4 Lens 16-35mm./ 70-200mm. / 24-105mm. / Macro 100mm. และสัมภาระส่วนตัว สมุดบันทึก เสื้อผ้าและร่มกันผม ใกล้รุ่งแล้ว เป้าหมายของผมคืออกเดินทางก่อนฟ้าสาง และไปหาที่นอนแถวๆราชบุรี สิ่งแรกนั้นคือขอให้พ้นจากเมืองหลวงออกไปก่อน 

เสียงของกระรอกจิ๋วที่ลูกชายของผมเลี้ยงเอาไว้ละเมอเสียงแหลม ผมก้มลงจูบที่หน้าผากของเด็กน้อยอีกครั้ง และกระซิบข้างหูบอกเค้าว่า "พ่อไปถ่ายรูปสักสองสามวันนะลูก" กอดเค้าอีกครั้งเบาๆและค่อยๆออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ 

#ติดตามการเดินทางของผมได้ที่

FB   :    https://www.facebook.com/nikkasit

IG   :   https://www.instagram.com/nikkasit

Group Page :      https://www.facebook.com/groups/thailandmotographer/?ref=ts&fref=ts

Youtube   :      https://www.youtube.com/channel/nikkasit

                             รายการ ขับ-ถ่าย

 

 

การเดินทางในครั้งนี้เส้นทางที่ผมใช้คือออกจากเมืองหลวง ผ่านเส้นทางสายเก่านั้นคือเส้นทางลัดที่ตัดออกจากบางบัวทอง มุ่งหน้านครชัยศรี เลาะขอบข้างนครปฐม ไปจนถึงแยกปากท่อแล้วเลี้ยวขวาเพื่อเข้าไปยังเส้นหนองหญ้าปล้อง เมฆหนาหนักได้ติดตามเรามาสักพักนึงแล้ว ด้านขวามือของเราคือทุ่งหญ้าไกลสุดลูกหูลูกตา ที่นั้นมีฝูงวัวเกือบ 200 ตัวผมไม่รอช้าบ่ายหน้าเข้าหากลุ่มเมฆฝน สิ่งนึงที่ทำให้ผมต้องเข้าไปนั้นคือคุณน้าท่านนึงที่กำลังต้อนวัวอยู่คนเดียวซึ่งขัดกับฉากหลังอย่างสิ้นเชิง

 

Yamaha SR400FI ตัวนี้เป็นรถที่ดุเดือดเลือดพล่านในแง่ของความทนทาน สูบเดียวใหญ่ๆ ให้ความรู้สึกทัี่หนักแน่น แปล่งพลังได้อย่างชัดเจน สัมภาระเต็มพิกัด ที่ขาดไม่ได้นั้นคือถังน้ำมันสำรอง เผื่อหลงทางจะได้มีตัวช่วย

 

ผมขี่รถเข้าไปหาคุณน้าท่านนี้ซึ่งทราบชื่อทีหลังว่า "น้าคต" เป็นคนเลี้ยงวัว แกมีวัวอยู่กว่า 170 ตัว ระหว่างที่เราสนทนากัน แววตาของแกยังไม่ได้วางใจผมสักเท่าไหร่ แกคงสงสัยว่าคนจรผู้นี้อยู่ดีๆทำไมถึงเข้ามาคุยกับแกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อีกทั้งฟ้าฝนกำลังจะถล่มลงมาในอีกไม่กี่นาที ฝูงวัวของแกต่างบ่ายหน้าเดินไปยังทิศใต้ มีบางตัวที่ยังอ่อยอิ่งกับหญ้าเขียวกรุบกรอบอย่างอาลัย 

น้าคตถามผมกลับว่า "เธอจะไปไหน" ผมบอกไปว่าผมกำลังจะเดินทางไปที่โครงการชั่งหัวมัน พูดคุยกับแกเกือบ 15 นาที แกเล่าให้ฟังว่าแกเป็นคนที่นี้ มีอาชีพเดียวที่แกทำคือเลี้ยงวัว มีน้องชายคอยช่วยอีกคน ผมขออนุญาตแกเพื่อเก็บภาพตอนที่แกพูดไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก สำหรับวันที่โลกเราเดินหน้าไปไกล เร่งรีบรุ้มร้อน แต่ที่นี้กลับเย็นใจ เชื่องช้าเปี่ยมสุขจนผมรู้สึกได้

(ภาพนี้ผมใช้ 5D Mark4 ติดเลนส์ Macro 100mm. ไม่น่าเชื่อว่าระยะของเลนส์ตัวนี้กับภาพที่ออกมาไม่แพ้ 85mm. และยังให้ความรู้สึกที่มีมิติไม่ธรรมดา)

 

วัวน้อยสีเข้ม ไม่ยอมเดินตามฝูง ยืนโดดเดี่ยวจนทำให้ผมต้องหันกลับไปบันทึกภาพเก็บไว้ คุณน้าคตแกขอร้องผมว่า อย่าเข้าไปใกล้มากนัก เพราะกลัวมันตื่นคน ผมใช้ 100mm. ในการจัดการภาพนี้อีกครั้ง ก่อนที่จะร่ำลาน้าคตด้วยความรู้สึกอิ่มใจ และนี้คือ 1 ในประชาชนของพระราชา ที่ผมได้พบเจอเป็นคนแรกสำหรับการเดินทางในครั้งนี้

 

เมฆฝนที่ถล่มอยู่ไกลเมื่อสักครู่ ตอนนี้ตีขนาบด้านข้างของผมมาจนต้องรีบออกเดินทาง เพื่อหนีลมแรงและฝนที่ตกหนัก ความรู้สึกของผมในตอนนั้นคือต่อให้เปียกจนน้ำเข้าปอด ผมก็จะเดินทางต่อ

 

การเตรียมตัวของผมค่อนข้างรัดกุม ทั้งชุดแต่งกายในการขับขี่และอุปกรณ์ที่จำเป็น หมวกกันน๊อคสำคัญมาก หมวกใบนี้เป็นหมวกที่ผมทำสีขึ้นมาใหม่ เป็นช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่๙ ทรงประชวร ผมได้เขียนคำว่า "Long Live The King" เอาไว้ที่ด้านบนของหมวก และที่เสื้อแจ๊คเก็ตแบบ Touring ของผมก็มีหมายเลข ๙ ติดอยู่ และแน่นอนทุกทริปการเดินทางผมจะใช้ชุดและหมวกใบนี้เสมอ ส่วนเป้น้ำนั้นก็สำคัญมากสำหรับคนในวัย 42 อย่างผม เพราะบางทีอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน อาการขาดน้ำมักจะเกิดขึ้นเสมอ เตรียมไว้ไม่เสียหายครับ ส่วนกล้องผมจะมีสายสะพายแบบพาดเฉียงใหล่ พร้อมที่จะลั่นชัตเตอร์ได้ตลอดเวลา และนั้นคือที่มาของคำว่า "ขับ-ถ่าย" นั้นเอง

 

ผมมุ่งหน้าไปยังทางใต้ ผ่านเขื่อนแก่งกระจานได้ไม่นานก็พลบค่ำ การเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้เร่งรีบจนเกินไปครับ มันทำให้ผมอิ่มเอมกับเรื่องราวต่างๆ ได้ละเมียดกับวินาที ทุกๆสายลมที่พัดผ่าน ผีเสื้อหรือดอกหญ้าต่างจรุงใจให้เราช้าลงเพื่อเสพย์ความสุขที่สั่งตรงมาจากธรรมชาติ และเครื่องบันทึกเรื่องราวที่ดีที่มีมาตั้งแต่เราถือเกิดนั้นคือสุนทรีย์ของเรา ที่จะบันทึกเรื่องราวความทรงจำดีๆเอาไว้

 

อาทิตย์จะลับขอบฟ้าแล้ว ฝนที่กระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย มื้อเที่ยงของผมได้หายไปพร้อมกับเวลาที่เร่งรัด ผมทำเวลาเพื่อให้ห่างจากห่าฝน จนลืมมื้อกลางวันไปสิ้นเชิง แต่ตอนนี้ปัญหาใหม่ที่ท้าทายนั้นคือ ผมไม่เคยจองที่พักเลยเวลาเดินทาง ผมชอบที่จะมองหาที่พักที่เหมาะสม มันคือความรู้สึกล้วนๆ ภาพที่เห็นคือด้านหน้าของเหมืองโป่งพรหม ที่มีธงชาติที่งดงามท้าแรงลม จนผมต้องวกกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่ฝนตกลงมาไม่ขาดสาย แต่ผมกลับสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นสักพักใหญ่ ผมยกมือขึ้นพนมและขอพร

 

 

 

ในที่สุดก่อน 2 ทุ่มเราก็ได้ที่พัก  "นรินฟ้า" เป็นรีสอร์ทเล็กๆติดกับแม่น้ำเพชรบุรี รถของน้องดิทที่เป็นช่างภาพที่เดินทางมากับผมมีปัญหา และไปต่อไม่ได้ ทางเลือกสุดท้ายของเราคือต้องนอนกันที่นี้ เสียงของสายน้ำที่ไหลมาไม่ต่างจากดนตรีไกลโพ้นอนธกาล ในคืนที่มืดสนิทเราหลับไปอย่างอ่อนล้า

แสงยามเช้าสาดกระทบผืนน้ำในยามนี้ดูแห้งแล้งไปหน่อย เราสอบถามผู้ดูแลที่นี้ก้ได้ทราบความจริงว่า ทางเขื่อนแก่งกระจานจะเริ่มปล่อยน้ำลงมาตอนบ่ายโมง เพื่อส่งน้ำให้ทำการเกษตร และใช้ในการดำรงชีวิต เช้านี้ผมเดินเข้าไปเช็คเรื่องของรถที่มีปัญหา ซึ่งเมื่อคืนเราได้จอดไว้ในร่ม บริเวณหน้า Front ต้อนรับ และที่นั้นผมได้อ่านเรื่องราวโดยย่อของ "โครงการชั่งหัวมัน"

โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้ตั้งขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมของพืชเศรษฐกิจของอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินของชาวบ้านรวม 250 ไร่ ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมมีแต่ต้นยูคาลิปตัส แห้งแล้ง ทุรกันดาร ต่อมาทรงมีพระราชดำริให้นำที่ดินมาใช้ในโครงการตัวอย่างด้านการเกษตร รวบรวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจ และเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับประชาชน ถึงแม้จะมีอุปสรรคความลำบากในการพลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้ง แต่อะไรที่ยากลำบาก  พระองค์ท่านก็ทรงโปรดและทรงพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้ประชาชนได้นำไปปฏิบัติตาม (ขอขอบคุณข้อมูลจากเวปไซต์ เรารักพระเจ้าอยู่หัว)

 

คุณอานิเทศ ศรีเมฆ อดีตผู้ใหญ่บ้านถ้ำเสือ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้วคุณอาเคยได้เข้ารับเสด็จด้วย ถึงจะอยู่ห่างๆแต่คุณอานิเทศก็รู้สึกได้ถึงพระบารมี ตอนนี้คุณอานิเทศได้มาดูแลที่  "นรินฟ้า" รีสอร์ทเล็กๆติดกับแม่น้ำเพชรบุรี ตอนนี้ได้รวบรวมเอาคนหนุ่มสาวในละแวกนี้มาช่วยกันทำดอกไม้จันทร์เพื่อส่งเข้าร่วมกับทางอำเภอ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ทางอำเภอจะจัดถวายในช่วงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ สำหรับผมเหตุบังเอิญในครั้งนี้เป็นครั้งที่น่าจดจำ แววตาของคุณอานิเทศได้ทำให้เราเห็นบางสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวที่งดงาม

 

มื้อเช้าของผมร้านอาหารตามสั่งริมทาง แดดกำลังดีเลยพักนานหน่อย เสื้อผ้า รองเท้าที่เปียกมาสองวันก็แห้งดั่งปาฏิหารย์ มื้อนี้อร่อยจนเรอครับ เพราะสองคนสั่งกันเต็มโต๊ะ แก้มือเมื่อวานอาหารเที่ยงได้ทานตอน 1 ทุ่ม วันนี้ต้องตุนเอาไว้ก่อนครับ 

 

แค่ไม่กี่กิโลเมตรผมก็ถึงโครงการชั่งหัวมันแล้วครับ ท้องฟ้ากำลังดี อีกไม่นานฝนน่าจะตกหนัก เลยขอจอดบันทึกภาพสักชุด ก่อนมุ่งหน้าเข้าชมโครงการ

 

เมื่อลมฝนบนฟ้ามาลิ่ว
ต้นไม้พลิ้วลู่กิ่งใบ
เหมือนจะเอนรากคลอนถอนไป
แต่เหล่าไม้ยิ่งกลับงาม

พระพรหมท่านบันดาลให้ฝนหลั่ง
เพื่อประทังชีวิตมิทราม
น้ำทิพย์สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวงาม
ทั่วเขตคามชุ่มธารา

สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวทุ่ง
แดดทอหรุ้งอร่ามตา
รุ้งเลื่อมลายพร่างพรายนภา
ยามเมื่อฝนมาแต่ไกล

พระพรหมช่วยอำนวยให้ชื่นฉ่ำ
เพื่อจะนำดับความร้อนใจ
น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟ้าแดนไกล
พืชพรรณไม้ชื่นยืนยง

วินาทีที่ผมก้าวเข้ามาที่โครงการชั่งหัวมัน ฝนที่ตั้งเค้ารอเรามาเยือน สายฝนพรมหลั่งไม่ต่างจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ "สายฝน" กังหันเรียงร้อยต้านแรงลม เบื้องหลังคือฉากสีเขียวทิวเขางาม ท้องฟ้าค่อยมืดไล่โทนสวยจนอดใจไม่ไหวที่จะบันทึกภาพต่อ แม้ว่าฝนจะถล่มลงมาอย่างไม่ขาดสาย เสียงเพลงยังก้องกังวานไกลแสนไกล วาระปิติในใจของผม ประชาชนของพระองค์ท่าน หรือนักเดินทางผู้ที่ได้มาเยือน ในครั้งนี้ต่างจากครั้งไหนๆ เพราะที่นี้ไม่มีแล้วเจ้าของบ้าน ใจของผมได้รับรู้ถึงความว่างเปล่า แต่ใจหนึ่งกลับรู้สึกชัดเจนว่า พระองค์ท่านได้ทอดพระเนตรลงมาจากที่แห่งไหนสักแห่ง "พลังแห่งแผ่นดิน" ที่ผมกำลังตามหา สำหรับบนผืนแผ่นดินไทยแล้ว นั้นคือทั้งมวล 

 

กลุ่มของกังหันที่คอยผลิตกระแสไฟฟ้า เพียงพอสำหรับโครงการชั่งหัวมัน แรงลมที่พัดผ่านภูเขาด้านหลัง และพื้นที่โล่งกว้าง กับกังหันสีขาวท้าทายแรงลม ภาพที่ผมเห็นไม่ต่างจากประติมากรรมชิ้นเอก ธรรมชาติที่มาพร้อมกับพลังงาน แนวคิดหลักของโครงการชั่งหัวมัน ที่พยายามผลักดันแนวคิดของการพึ่งพาตัวเอง ให้เป็นตัวอย่างกับประชาชนทั่วไป

หยดน้ำบนใยแมงมุม มันไม่ใช่น้ำค้างในยามเช้า แต่มันคือหยาดฝนที่พึ่งกระหน่ำไปเมื่อสักพัก

วัวตัวนี้ไม่กลัวฝน ตอนที่ผมมาถึงฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล กลางทุ่งกังหันมีวัวทั้งหมด 4 ตัว เล็มหญ้าไปรอบๆ พอฝนเริ่มตกวัวสองตัวก็ถอยหนีไปหลบลมอยู่ที่โรงนา แต่อีกสองตัวกลับนิ่ง กินหญ้าตามอารมณ์ โดยเฉพาะตัวนี้ที่มีสายคล้องคอสีแดงโดดเด่น ผมใช้กล้อง EOS 5D Mark4 ติดเลนส์ 100mm.Macro ด้วยความที่อยากลองทั้ง landscape Portrait และ Macro ด้วยเลนส์ตัวนี้ หลักๆของการเดินทางภาพที่ได้มากว่าครึ่งจะใช้เลนส์ Macro 100mm. ในการถ่ายทอดเรื่องราว

 

 

ขับ-ถ่าย ไม่มีอะไรที่ซับซ้อน เรียบง่ายและคล่องตัว เรื่องราวต่างๆที่ผมเริ่มบันทึกมาตั้งแต่ปี 2003 ได้เริ่มมาจากการขี่มอเตอร์ไซค์ไปถ่ายรูป ทำแบบนั้นซ้ำๆจนเคยชิน และติดเป็นนิสัย กลายเป็นคนที่ชอบขี่รถถ่ายภาพไปโดยปริยาย เพราะความสุข ณ ขณะที่เราได้บันทึกภาพ บางทีแค่จอดริมทาง หลายครั้งแทบจะไม่ได้ดับเครื่อง ส่วนใหญ่ผมจะสพายกล้องเอาไว้ตลอดเวลา เว้นช่วงที่ต้องทำความเร็วหรือฝนตกหนักๆเท่านั้นที่ผมจะเก็บกล้อง ความสุขที่ว่ามันไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ผมจะมีกฏเหล็กบางประการที่จำเป็นต้องทำนั้นคือ ความปลอดภัย ความเสี่ยงต่างๆ ผมจะเลี่ยง หรือการพาเอาตัวเองไปเสี่ยงแบบไม่จำเป็น 

หลายๆครั้งที่เราร้องว้าวอยู่ในหมวก ด้วยว่าความงาม ณ วินาทีนั้นมันยากที่จะปล่อยผ่าน ถ่ายไม่สามารถจริงๆ จอดไม่ได้ผมจะใช้วิธีเหวี่ยงกล้องออกไปแล้วกดชัตเตอร์มา หลายๆครั้งภาพก็เสียหาย เบลอบ้าง สั่นบ้าง หรือไม่ก็ over ขาวโพลน แต่ใครจะรู้ละครับว่า ผมไม่เคยลบมันที้ง เพราะเวลาผมเอากลับมาดู ผมจะจำมันได้เสมอ และภาพให้หัวของผมกลับชัดเจน ไม่ต่างจากวันนั้นที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#nikkasit

#canonlife

#redefine2

#jomotographer

#eos5dmark4