โดย Admin จำนวนผู้ชม: 9

25/05/2015

 

จำได้ว่ามีโอกาสได้ถ่ายคอนเสิร์ตครั้งแรกตั้งแต่ยังไม่มีกล้องเป็นของตัวเอง แล้วก็ติดใจการถ่ายภาพคอนเสิร์ตตั้งแต่นั้นมา จนมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสงานด้านนี้อย่างจริงจังมาได้สักระยะแล้ว... เราพบว่าอุปกรณ์ที่ดีมีผลต่อ “ภาพ” ที่ได้มากเลยทีเดียว 
สำหรับเราเรียกว่าเริ่มมาตั้งแต่กล้องตัวเล็กๆ อย่าง EOS 400D, EOS 550D จนปัจจุบันใช้ EOS 5D Mark II แน่นอนว่ายิ่งอุปกรณ์ดีขึ้น โอกาสได้ภาพก็มีมากขึ้น เราจะไม่พูดถึงคุณภาพไฟล์นะ เพราะสำหรับเราสิ่งที่สำคัญสำหรับการถ่ายภาพคอนเสิร์ต เป็นเรื่องของอารมณ์และจังหวะมากกว่าไม่ใช่ว่าภาพจะต้องเนียนกริบ คมชัด ดีงามแบบไร้ที่ติ แต่เราต้องการภาพที่มีอารมณ์และเรื่องราวบรรจุอยู่ในนั้น ซึ่งเหล่านี้ต้องอาศัยจังหวะ โอกาส และดวงว่าเราอยู่ถูกที่ ถูกเวลา หรือไวพอไหมมากกว่า เพราะฉะนั้นยิ่งอุปกรณ์คุณตอบโจทย์ แน่นอนคุณจะมีโอกาสได้ภาพสูงกว่า... เมื่อมีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ขึ้น ยอมรับว่าค่อนข้างหวั่นไหว หลังจากที่เราได้ Canon EOS 7DMark II มาใช้ถ่ายคอนเสิร์ต
จากคุณสมบัติที่โปรยมาว่า...
 
"นี่คือกล้อง APS-C ที่ย่อส่วนจากกล้องโปร อย่าง EOS-1Dx มาใส่ในกล้องที่มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ในขณะที่ยังคงความทนทานและแข็งแรง ด้วยวัสดุที่ทำจากแม็กนีเซียมอัลลอยทั้งตัว มีการเคลือบผิวภายนอกแบบใหม่ป้องกันละอองน้ำละละอองฝุ่นได้ เหมาะแก่การใช้งานในทุกสถานการณ์การถ่ายภาพ และใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไป เพื่อโอกาสในการได้ภาพที่ดีกว่า ทั้งเซ็นเซอร์ CMOS ขนาด APS-C ความละเอียด 20.2 ล้านพิกเซล มีเทคโนโลยีติดตามวัตถุอัตโนมัติ Dual Pixel CMOS AF ชิปประมวลผลภาพ Dual DIGIC 6 โดยโดดเด่นในเรื่องของการระบบออโต้โฟกัส 65 จุด แบบ Cross - Type ทุกจุด ทำให้โฟกัสติดตามวัตถุได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำแม้ในที่แสงน้อย ที่สำคัญคือแคนนอนยังพัฒนาชุดชัตเตอร์ให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น สามารถใช้ได้ถึง 200,000 ครั้ง และยังสามารถบันทึกภาพได้พร้อมกัน 2 ฟอร์แมต ในการ์ดทั้งแบบ CF และ SD"
 
...เฮ่ยยยย อะไรมันจะขนาดนั้นนนนน 
 
เอาเถอะ!! ตอนได้กล้องมา ระบบโฟกัส ระบบออโต้โฟกัส 65 จุด แบบ Cross - Type ทุกจุด คืออะไร?? 
ตึ่งงงง..คือใช้โฟกัส 9 จุดมาตั้ง 4 ปีแล้ว...ไม่ได้เปิดหูเปิดตาตามเทคโนโลยีซะเลย 
หรือแม้แต่กล้องตัวคูณนี่เขาเรียกว่า APS-C เหรอ...เขินจังที่จะบอกว่าเพิ่งรู้  
 
เอาล่ะ...โจทย์ที่ตั้งสำหรับการรีวิวกล้องตัวนี้คือ...
"ฉันจะพาแกไปงาน Wonderfruit”  แต่...งานนี้ไปเที่ยวเล่นนะ หาใช่งานไม่
 
แน่นอนว่างานนี้เป็นเหมือนงานอินดี้  พวกเราในฐานะช่างภาพคอนเสิร์ตรู้ๆ กันอยู่ว่าอย่าไปหวังแสงสวยๆ ไฟฟอลโล่วตรงศิลปินเป๊ะๆ สำหรับงานแบบนี้แสงง่ายๆ มันไม่มีอยู่จริง ก็อยากพิสูจน์เหมือนกันว่า Canon EOS 7D Mark II จะเอาอยู่ไหม
 
เวทีแรก...เวทีที่อินดี้สุดในงาน แสงก็เวรี่อินดี้ และ...ไม่มีรั้วกั้นสำหรับช่างภาพเถื่อนอย่างเราที่เอากล้องไปถ่ายเล่นจริงๆ ควรยิ้มย่องนะ เพราะจะได้ถ่ายระยะค่อนข้างประชิด แต่เอาจริงๆ มันโคตรยาก...เพราะคนดูจะไปออกันอยู่หน้าเวทีชนิดติดขอบเวทีเลยทีเดียว
 
นี่บอกเลยว่าเตรียมเลนส์ไปเต็มมาก แต่...เซอร์ไพรส์มากค่ะ การใช้เลนส์ที่ f เคลื่อนถ่ายภาพในสภาวะแสงที่นอกจากน้อยแล้วยังต้องการสปีดที่สูงเนี่ยมันไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะสภาพแสงที่เปลี่ยนตลอดเวลา แต่เอาวะ เขาบอกให้ลองก็ลองหน่อย...ไปๆ มาๆ เวทีแรกจบ แทบไม่ได้เปลี่ยนเลนส์เลยค่ะ เฮ่ย ไม่คิดเลยว่าเลนส์คิทจะโฟกัสดีขนาดนี้...



ระยะใกล้ชิดติดขอบเวทีที่แทรกถ่ายอยู่ในคนดูนี่แหละ ช่วงเลนส์ค่อนข้างครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่ช่วงไวด์ถึงเทเล จนแทบจะไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์เลยทีเดียว 



มาดูที่การจับภาพแอคชั่นกันบ้าง ลองพิสูจน์ระบบออโต้โฟกัส 65 จุด แบบ Cross - Type ทุกจุดกัน แน่นอนว่าเวลาจับภาพแอคชั่นอย่างนี้รัวแหลก เพราะมันต้องจับจังหวะไฟให้ได้ด้วย ไฟคอนเสิร์ตจะไม่ใช่ไฟนิ่ง แต่กระพริบวับๆแวมๆ ตลอดเวลา
 
เห็นข้อดีของ EOS 7D MarkII พุ่งเข้าประจันหน้าเต็มๆ ก็ตอนใช้โหมด Continue + AI SERVO AF III และการเลือกพื้นที่และรูปแบบในการโฟกัส ในการถ่ายรัวช็อตสำคัญเช่นเวลากระโดด หรือเหวี่ยงกีต้าร์ หรือตอนศิลปินวิ่งเล่นกันบนเวที คือภาพที่รัวมานี่แทบจะไม่มีภาพที่หลุดโฟกัสเลย เขาบอกว่ามันรัวได้ไวถึง 10 เฟรม/วินาที และ raw ต่อเนื่องได้ยาวๆ ถึง 31 ภาพ สารภาพว่ายังรัวไม่ถึงขั้น Max แต่บอกได้แค่ว่า ทำขนาดนี้ให้ตายยังไงก็ต้องได้ช็อตที่ดี
 
Tips >>ให้ทริกนึกนึงว่า...โดยปกติของการถ่ายภาพคอนเสิร์ต จะพยายามใช้สปีดที่สูงกว่า 1/200-250 เพราะศิลปินจะมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา บางทีเราก็ไม่รู้ว่าจังหวะไหนที่เขาจะมีแอคชั่น เช่นการกระโดด หรือแม้แต่เวลาเล่นพวกเครื่องดนตรี เราก็ใช้สปีดสูงเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว ไม่งั้น มือ นิ้ว จะเบลอได้



ลองดูการถ่ายภาพแอคชั่นในที่แสงน้อยกันบ้าง มืดแค่ไหน...ดูเอาเอง 
นี่แหละสิ่งที่บอกว่าเซอร์ไพรส์ ปกติเรามักมีปัญหากับการถ่ายย้อนแสงในที่มืด กว่าจะโฟกัสได้ก็พลาดจังหวะดีๆ ไปแล้ว...นี่คือโฟกัสได้เฉย!! :)



ภาพนี้อย่าคิดว่ามีอะไรให้ปีนถ่ายภาพกลางคืน มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แค่แทรกตัวเข้าไปได้ก็แย่แล้ว แน่นอนว่าวันนี้เองที่เห็นปรับโยชน์ของ Live View ปกติจะกะเอาและยกกล้องขึ้นถ่ายตลอด ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ระยะประมาณนี้คงยากไป เพราะเทเลหนักเกินกว่าจะยกสุดแขนถ่าย นี่อาจเป็นข้อดีอีกข้อของเจ้า EF-S 18-135mm f/3.5 - 5.6 IS STM ที่มีน้ำหนักเบาเหลือเกิน และยังได้ช่วงเทียบเท่าเทเลอย่าง 70-200 เลยทีเดียว 
 
มาพูดถึง Live View ของ EOS 7D Mark II สักหน่อย เพราะนี่คือจุดเด่น จุดดีอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าดีไม่แพ้เรื่องโฟกัสเลยล่ะ ขอสารภาพเบาๆ ก่อนว่า ตอนใช้กล้องตัวเองนี่ แทบไม่ได้แตะ Live View เลย เพราะไม่เคยประสบความสำเร็จในการใช้ Live View ถ่ายรูปเลย แต่งานล่าสุดนี่สถานการณ์พาให้ได้ใช้ เนื่องจากเวลาที่ยกกล้องสุดแขนแล้วก็ยังไม่พ้นรัศมีศีรษะของคนข้างหน้าเลยจริงๆ ปรากฏว่า...Live View ของ EOS 7D MarkII โฟกัสเทพมากกก แถมรัวได้ด้วยนะ แถมรัวได้ด้วยนะ โดยรัวได้ถึง 10 เฟรม/วินาที 

มาต่อกันที่เวทีใหญ่กับวงดังอย่าง Woodkid ที่ขนทีมไลท์ติ้งมาเอง บอกได้ว่าแสงสวย และถ่ายได้ยากมาก คงใช้ภาพอธิบายประโยชน์ของการมี Live View ดีๆ ด้วยภาพจากเวทีนี้ เพราะภาพทั้งหมดที่เป็นช่วงไวด์ และถ่ายด้วย Live View ล้วนๆ เพราะแทรกอยู่ในคนเข้าไม่ถึงรั้วด้วยซ้ำ เลยต้องยกกล้องถ่ายยาวๆ ไป






ในเรื่องของการโฟกัสที่แม่นและไว นอกจากด้วยเพราะเลนส์ที่ติดมาอย่าง EF-S 18-135mm f/3.5 - 5.6 IS STM ที่เรียกว่าได้ว่ามันเกิดมาเพื่อคู่กันขนานแท้ ที่ขนาดว่าถ่ายช่วงไวด์ แล้วสิ่งที่ต้องการโฟกัสอยู่ไกล ก็ยังจับโฟกัสได้ และไวมากพอกับการมองผ่านช่องมองภาพเลยทีเดียว อันนี้คงเป็นสิ่งที่ชอบที่สุดของกล้องตัวนี้ เพราะว่าทำให้ได้ภาพที่หลากหลายขึ้น และคงจะดีมากในการใช้ถ่ายคอนเสิร์ตที่ค่อนข้างจำกัดเรื่องพื้นที่ถ่ายรูป เช่น บางงานเวทีสูงมาก แต่พื้นที่ทำงานของช่างภาพ กว้างแค่เมตรเดียว ทำให้มุมภาพมันดูเสยมาก อย่างไรก็ดีบางทีเราอาจแก้ปัญหาด้วยการเข้าไปอยู่ในคนได้ แต่สำหรับบางงาน เราไม่สามารถแทรกเข้าไปได้เลยถ้าคนแน่นมาก มันทั้งเสียเวลา แล้วอาจจะทำให้พลาดช็อตสำคัญไปซะได้ สำหรับการถ่ายภาพคอนเสิร์ตโหมด Live View จึงถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก





ไม่เท่านั้น เรายังรู้อีกข้อดีของกล้อง EOS 7D Mark II ที่เป็นกล้องตัวคูณของกล้อง(APS-C) นั่นก็คือ เราจะได้ทางยาวโฟกัสของเลนส์ที่มากขึ้นถึง 1.6 เท่า ถือว่าได้เปรียบมากในการถ่ายภาพคอนเสิร์ต ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อใช้กับเลนส์ 70-200mm อย่างงานที่ได้ใช้ล่าสุด ที่เราเข้าไปถ่ายในฐานะคนดูไม่ใช่ช่างภาพ เราต้องอยู่นอกรั้ว ระยะห่างจากเวทีค่อนข้างมาก ระยะทีคูณนี้มีประโยชน์มากเลยทีเดียว ทำให้ได้ช่วงที่ใกล้ขึ้นสมใจ 







ค่าความไวแสงที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 100-16000 และเพิ่มได้ถึง 51600 ก็ทำให้มีโอกาสในการได้ภาพมากขึ้นไปด้วย ถึงแม้จะแลกมาด้วยนอยซ์(Noise)ที่มากขึ้นด้วยก็ตาม แต่บางครั้งเราก็ยอมเพราะเราต้องการภาพ และการใช้แฟลชไม่ใช่สิ่งที่ควร ในบางสถานการณ์แสงแฟลชก็เป็นการรบกวน หรือแม้แต่ในการถ่ายภาพคอนเสิร์ตก็ไม่นิยมใช้แฟลช หรือบางงานอาจจะห้ามใช้แฟลชเลย เนื่องจากจะเป็นการรบกวนสมาธิของศิลปินบนเวทีได้ 







การถ่ายจากในคนดู เป็นอะไรที่ยากสุดในการถ่ายคอนเสิร์ตสำหรับเราเลยล่ะ
เพราะสภาพแสงค่อนข้างต่าง ยังคงชมเชยเรื่องการโฟกัสในที่มืดว่าดีและไวจริงๆ
















สำหรับคุณสมบัติอื่นๆ ที่อยากพูดถึงเพิ่มเติม คือ เรื่องของการออกแบบปุ่มควบคุมกล้อง มีการออกแบบปุ่มให้ใช้งานได้คล่องตัวขึ้น ต่างจากกล้องตัวคูณทั่วไป คือเพิ่มคันโยกปรับเลือกพื้นที่ออโต้โฟกัส และยังมีแป้นหมุน ให้ความรู้สึกเวลาใช้งานไม่ต่างจากการใช้กล้องฟูลเฟรม ช่องมองภาพดีไซน์ใหม่ครอบคลุมการมองเห็น 100% และแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆ ภายในได้อย่างครบถ้วน ทำให้สามารถคอนโทรลกล้องได้รวดเร็วเวลาใช้งาน และอีกอย่างที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งคิดว่าคงได้ใช้แน่นอน คือ Silence Mode สำหรับการทำงานที่ต้องการเสียงที่เบาที่สุดหรือแม้แต่การถ่ายแคนดิด ที่ไม่ต้องการให้คนที่ถูกถ่ายรู้ตัว ด้วยต้องการภาพที่เป็นธรรมชาติ แล้วก็ยังสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้อีกด้วย 
 
สำหรับจุดด้อยของกล้อง EOS 7D Mark II คงมีแค่ไม่มี Wi-Fi แลกมากับตัวกล้องที่เป็นแมกนีเซียมอัลลอย
 
สุดท้ายสำหรับการนำ EOS 7D Mark II มาใช้ครั้งนี้ รู้สึกประทับใจมาก ยอมรับจริงๆ ว่าคุณสมบัติทุกอย่างที่เพิ่มเข้าไป และได้ทดลองใช้งาน มันดีอย่างที่บอกเอาไว้จริงๆ แถมคุณภาพไฟล์กินขาดกล้องในตระกูล APS-C ทุกรุ่นที่ผ่านมาอีกด้วย!! 


เรื่องและภาพ วัลภรณ์ ชาญเชาว์(ฟาง)
วัลภรณ์ หรือฟางช่างภาพสาวชัตเตอร์สุดละมุน ที่มีผลงานภาพคอนเสิร์ตและอีกหลายภาพถ่ายรวมอยู่ในเพจอารมณ์นิยม www.facebook.com/ipeachzoda  เธอเริ่มถ่ายภาพอย่างจริงจังมาตั้งแต่เรียนอยู่ปี 2 หลังจากที่เธอได้ลงเรียนวิชาโฟโต้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แม้ว่าเธอจะก้าวเข้าสู่วงการถ่ายภาพคอนเสิร์ตได้ 2 ปี แต่มุมมองที่ผ่านมือเธอนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ